Messenger

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก มีกี่ชนิด ทำไมผู้หญิงทุกคนควรฉีด

August 27 / 2026

ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก

 

ไขข้อสงสัยโดยแพทย์ ทำไมผู้หญิงทุกคนควรฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก? และ วัคซีนมะเร็งปากมดลูก มีกี่แบบ?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน และควรฉีดตอนไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนสงสัยเมื่อเริ่มมองหาวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างจริงจัง บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่ความสำคัญของการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ชนิดของวัคซีนที่มีในปัจจุบัน ไปจนถึงข้อควรรู้ก่อนและหลังการฉีด เพื่อให้คุณตัดสินใจดูแลสุขภาพของตัวเองได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

ทำความรู้จักวัคซีนมะเร็งปากมดลูก คืออะไร?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก หรือที่รู้จักกันในชื่อวัคซีน HPV คือวัคซีนที่พัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปปิโลมา (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะเชื้อสายพันธุ์กลุ่มความเสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นต้นเหตุของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ วัคซีนชนิดนี้ออกฤทธิ์แบบป้องกันล่วงหน้า คือช่วยสร้างเกราะป้องกันก่อนที่ร่างกายจะได้รับเชื้อจริง จึงมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดตั้งแต่ยังไม่เคยสัมผัสเชื้อไวรัสมาก่อน

ทำไมทุกคนควรฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (ที่ผู้ชายก็ควรฉีด)?

มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน กว่าจะรู้ตัวก็อาจอยู่ในระยะที่ลุกลามแล้ว การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นแนวทางเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้ตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะรอให้เกิดความผิดปกติแล้วค่อยรักษา นอกจากนี้ผู้หญิงแทบทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV ได้ในบางช่วงของชีวิต การมีภูมิคุ้มกันไว้ล่วงหน้าจึงเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าในระยะยาว

เปรียบเทียบวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) มีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไร?

ปัจจุบันวัคซีนมะเร็งปากมดลูกที่ใช้กันแพร่หลายมีอยู่ 3 ชนิดหลัก ซึ่งแตกต่างกันที่จำนวนสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ที่ครอบคลุมการป้องกัน การเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการป้องกันที่ครอบคลุมและเหมาะกับช่วงวัยมากที่สุด

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) 2 สายพันธุ์ (Bivalent Vaccine)

วัคซีนชนิดนี้มุ่งป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยตรงเป็นหลัก โดยไม่ครอบคลุมการป้องกันหูดหงอนไก่

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Vaccine)

นอกจากจะป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 เช่นเดียวกับชนิด 2 สายพันธุ์แล้ว วัคซีนชนิดนี้ยังเพิ่มการป้องกันสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของหูดหงอนไก่ ทำให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกชนิดนี้ได้รับการป้องกันที่ครอบคลุมมากขึ้นทั้งมะเร็งปากมดลูกและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) 9 สายพันธุ์ (Nonavalent Vaccine หรือ Gardasil 9)

เป็นวัคซีนรุ่นล่าสุดที่ครอบคลุมการป้องกันเชื้อ HPV มากถึง 9 สายพันธุ์ ได้แก่ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 จึงเพิ่มขอบเขตการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้กว้างขึ้นกว่าวัคซีนสองชนิดแรก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความครอบคลุมสูงสุดในการป้องกันเชื้อ HPV กลุ่มเสี่ยง

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) เหมาะกับใครบ้าง?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูกสามารถฉีดได้ในกลุ่มคนที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่วงวัยใดวัยหนึ่งเท่านั้น การทำความเข้าใจว่ากลุ่มใดควรได้รับวัคซีนนี้จะช่วยให้วางแผนการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

  • เด็กและวัยรุ่นอายุ 9-14 ปี เป็นช่วงวัยที่แนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด เนื่องจากยังไม่เคยสัมผัสเชื้อ HPV และร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนได้ดี

  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 15-26 ปี ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน ยังคงได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก แม้ประสิทธิภาพอาจไม่สูงเท่าการฉีดตั้งแต่วัยเด็ก แต่ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยสัมผัสได้

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 26 ปี สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เนื่องจากประโยชน์ของวัคซีนในช่วงวัยนี้ขึ้นอยู่กับประวัติการสัมผัสเชื้อและปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังคงสามารถฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกได้ เนื่องจากวัคซีนยังช่วยป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยได้รับ แม้จะเคยติดเชื้อบางสายพันธุ์ไปแล้วก็ตาม

ผู้ชายสามารถฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) ได้หรือไม่?

แม้ชื่อจะเรียกว่าวัคซีนมะเร็งปากมดลูก แต่ผู้ชายก็สามารถฉีดวัคซีนชนิดนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากเชื้อ HPV ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นสาเหตุของโรคอื่นในผู้ชายได้ด้วย เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งที่อวัยวะเพศ การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกในผู้ชายจึงช่วยป้องกันโรคเหล่านี้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสที่จะเป็นพาหะแพร่เชื้อ HPV ไปสู่คู่นอนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ข้อดีของวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง?

นอกจากการป้องกันมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักแล้ว วัคซีนมะเร็งปากมดลูกยังมีประโยชน์ครอบคลุมมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ ดังนี้

  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นประโยชน์หลักที่ทำให้การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกได้รับคำแนะนำอย่างแพร่หลายในผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อฉีดตั้งแต่ช่วงวัยที่เหมาะสม

  • ป้องกันหูดหงอนไก่ วัคซีนบางชนิดที่ครอบคลุมสายพันธุ์ 6 และ 11 สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหูดหงอนไก่ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย

  • ลดความเสี่ยงมะเร็งชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับ HPV เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูง

  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบระยะยาว การป้องกันตั้งแต่ต้นทางด้วยวัคซีนมะเร็งปากมดลูกช่วยลดโอกาสที่จะต้องเข้ารับการรักษาที่ซับซ้อนในอนาคต ทั้งในแง่สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม >> Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีน HPV

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก ต้องฉีดกี่เข็ม กี่ครั้ง?

จำนวนเข็มของวัคซีนมะเร็งปากมดลูกจะขึ้นอยู่กับช่วงอายุของผู้รับวัคซีนเป็นหลัก โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่มีอายุ 9-14 ปี ซึ่งฉีดเพียง 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6-12 เดือน เนื่องจากร่างกายในวัยนี้สร้างภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีเป็นพิเศษ ส่วนกลุ่มที่สองคือผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จะต้องฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกครบ 3 เข็ม ตามตารางเข็มแรก เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน และเข็มที่สามห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ต้องฉีดกระตุ้นก่อนฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้วการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องมีการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันล่วงหน้าก่อนเริ่มโปรแกรมวัคซีนแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้ที่จะเข้ารับวัคซีนควรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีไข้หรือการติดเชื้อเฉียบพลันในวันที่นัดฉีด ส่วนเรื่องเข็มกระตุ้นภายหลังจากฉีดครบตามจำนวนเข็มที่กำหนดแล้ว ปัจจุบันข้อมูลทางการแพทย์ยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นเพิ่มเติมในคนทั่วไป เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากวัคซีนมะเร็งปากมดลูกสามารถอยู่ได้เป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพเฉพาะบุคคล

วัคซีนมะเร็งปากมดลูกมีอาการข้างเคียงอะไรบ้าง?

เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนชนิดอื่น การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มีความรุนแรงน้อยและหายได้เองภายในเวลาไม่นาน โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • อาการบริเวณตำแหน่งที่ฉีด เช่น ปวด บวม แดง หรือรู้สึกร้อนบริเวณต้นแขนที่ฉีดวัคซีน ซึ่งมักดีขึ้นเองภายในหนึ่งถึงสองวัน

  • อาการทั่วร่างกายเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

  • อาการคลื่นไส้หรือเวียนศีรษะ พบได้ในบางราย โดยเฉพาะหากรับประทานอาหารมาไม่เพียงพอก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน

  • อาการแพ้รุนแรง แม้พบได้น้อยมาก แต่หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น หายใจลำบาก บวมที่ใบหน้าหรือลำคอ ควรรีบแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ทันที

ใครบ้างไม่ควรรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV

แม้วัคซีนมะเร็งปากมดลูกจะเหมาะกับคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ควรงดหรือเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกออกไปก่อนจนกว่าจะคลอดบุตรเรียบร้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เช่น แพ้ยีสต์หรือสารเสริมฤทธิ์บางชนิดที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีน ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนเข้ารับการฉีด

  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ที่กำลังได้รับเคมีบำบัด เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่มีอาการป่วยเฉียบพลันหรือมีไข้สูง ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกออกไปก่อนจนกว่าร่างกายจะหายเป็นปกติ เพื่อให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้อย่างเต็มที่

การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV)

การเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกจะช่วยให้ร่างกายพร้อมรับวัคซีนและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนวันนัดฉีดวัคซีน เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • รับประทานอาหารมาให้เรียบร้อย ไม่ควรฉีดวัคซีนขณะท้องว่าง เพื่อลดความเสี่ยงของอาการวิงเวียนหรือคลื่นไส้ระหว่างและหลังการฉีด

  • แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว การแพ้ยา การตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาบางชนิด เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมก่อนฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก

  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการฉีด เช่น เสื้อแขนสั้นหรือเสื้อที่สามารถพับแขนเสื้อขึ้นได้ง่าย เนื่องจากวัคซีนจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน

คำแนะนำ: การปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV)

หลังจากฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกเรียบร้อยแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยมีคำแนะนำดังนี้

  • สังเกตอาการหลังฉีดในสถานพยาบาลอย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อเฝ้าระวังอาการแพ้รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกหลังการฉีดวัคซีน

  • ประคบเย็นบริเวณที่ฉีด หากมีอาการปวดบวมแดง เพื่อบรรเทาอาการไม่สบายบริเวณตำแหน่งที่ฉีด

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในวันที่ฉีดวัคซีน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

  • มาตามนัดหมายเข็มถัดไปให้ครบตามกำหนด เนื่องจากการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกให้ครบตามจำนวนเข็มมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

  • เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ แม้จะฉีดวัคซีนครบแล้ว เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ทุกสายพันธุ์

สรุป

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงและผู้ชายสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อ HPV ได้ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิด 2 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ หรือ 9 สายพันธุ์ ล้วนมีบทบาทในการลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกและโรคอื่นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ได้ การเลือกฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกในช่วงวัยที่เหมาะสม ควบคู่กับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นแนวทางดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่คุ้มค่าในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาสถานพยาบาลที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง Chiangmai Ram Hospital พร้อมดูแลคุณตั้งแต่การประเมินความเหมาะสม การเลือกชนิดวัคซีน ไปจนถึงการติดตามผลหลังการฉีดอย่างครบวงจร