
อาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง อ่อนเพลียง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยหอบโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจไม่ใช่แค่ความเครียดจากการทำงาน แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากภัยเงียบที่อันตรายที่สุดอย่างโรคความดันโลหิตสูง ภาวะนี้มักแฝงตัวอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใดๆ เป็นเวลานาน แต่กลับสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อหลอดเลือด หัวใจ และอวัยวะสำคัญต่างๆ
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงข้อมูลของโรคความดันโลหิตสูงอย่างครบถ้วน อ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าความดันโลหิตสูงมีอาการเป็นอย่างไร ความดันสูงแบบไหนถึงจุดอันตราย พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีลดความดันสูงที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ภาวะความดันโลหิตสูง หรือ Hypertension เป็นภาวะทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน เกิดจากการที่แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดงมีค่าสูงกว่าระดับปกติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแรงดันที่สูงเกินไปนี้จะส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลรักษา จะนำไปสู่ความเสียหายของหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่รุนแรง เช่น ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะไตเสื่อมสภาพ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย โดยมักมีการพัฒนาความรุนแรงสะสมต่อเนื่องไปตามกาลเวลา
เพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยงของตนเอง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลขความดันโลหิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว การวัดความดันโลหิตจะประกอบด้วยตัวเลขสองค่า คือ ค่าความดันตัวบน (Systolic) และค่าความดันตัวล่าง (Diastolic) หลายคนมักมีคำถามว่า ความดันปกติเท่าไหร่ และตัวเลขระดับใดจึงจะถือว่าเป็นอันตราย ทางการแพทย์ได้แบ่งเกณฑ์มาตรฐานไว้ดังนี้
ความดันปกติ ค่าความดันตัวบนน้อยกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันตัวล่างน้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท ถือเป็นระดับความดันปกติที่ปลอดภัย
ความดันสูงเล็กน้อย ค่าความดันตัวบนอยู่ระหว่าง 120 ถึง 129 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันตัวล่างยังคงน้อยกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท ถือเป็นระยะเฝ้าระวัง
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 ค่าความดันตัวบนอยู่ระหว่าง 130 ถึง 139 มิลลิเมตรปรอท หรือค่าความดันตัวล่างอยู่ระหว่าง 80 ถึง 89 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเริ่มมีความเสี่ยงและควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 ค่าความดันตัวบนตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือค่าความดันตัวล่างตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ถือเป็นภาวะความดันสูงแบบรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์
เหตุผลที่วงการแพทย์ขนานนามโรคนี้ว่าเป็นภัยเงียบ ก็เพราะว่าอาการของความดันสูงมักไม่แสดงออกให้ผู้ป่วยรับรู้ได้ในทันที หลายคนมีค่าความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากเป็นระยะเวลานานหลายปีโดยที่ร่างกายยังรู้สึกเป็นปกติ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากละเลยการตรวจสุขภาพและพลาดโอกาสในการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย หรือหากมีอาการก็มักจะเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน จนทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เช่น รู้สึกปวดมึนศีรษะเล็กน้อยบริเวณท้ายทอย มึนงง หรือรู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนได้ การจะทราบแน่ชัดว่าตนเองมีความเสี่ยงหรือไม่ จึงต้องอาศัยการวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องมือมาตรฐานเท่านั้น
เมื่อภาวะความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการควบคุมและทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤต ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าหลอดเลือดและอวัยวะภายในกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
ปวดศีรษะอย่างรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
หายใจสั้น หายใจถี่ หรือรู้สึกเหนื่อยหอบง่ายผิดปกติ
มีเลือดกำเดาไหลโดยไม่มีสาเหตุจากการกระทบกระเทือน
หน้ามืด เวียนศีรษะรุนแรง หรือรู้สึกบ้านหมุน
การมองเห็นผิดปกติ ตาพร่ามัว
เจ็บแน่นหน้าอก
โรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งตามสาเหตุการเกิดได้เป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary Hypertension) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มักไม่มีสาเหตุทางการแพทย์ที่แน่ชัดแต่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามอายุขัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิต กลุ่มที่สองคือความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary Hypertension) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีสาเหตุมาจากโรคหรือภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่เดิม เช่น ปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคไต เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต โรคต่อมไทรอยด์ หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด รวมไปถึงสารเสพติด
นอกเหนือจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุที่มากขึ้น ประวัติความดันโลหิตสูงในครอบครัว หรือการตั้งครรภ์แล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันถือเป็นตัวแปรสำคัญที่เร่งให้เกิดโรคได้เร็วขึ้น
การบริโภคอาหารที่มีเกลือสูง โซเดียมที่มากเกินไปจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ในหลอดเลือด ส่งผลให้ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้นและแรงดันในหลอดเลือดสูงตามไปด้วย
การรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ โพแทสเซียมมีหน้าที่ช่วยรักษาสมดุลของโซเดียมในเซลล์ หากได้รับโพแทสเซียมน้อยเกินไป โซเดียมจะสะสมในกระแสเลือดมากผิดปกติ
การใช้ชีวิตอยู่กับที่ขาดการเคลื่อนไหว ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายมักมีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงกว่าปกติ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในทุกๆ จังหวะการบีบตัว
ภาวะโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน เมื่อร่างกายมีมวลมากขึ้น หัวใจก็ต้องสูบฉีดเลือดในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้แรงดันในหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้น
การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ สารเคมีในบุหรี่ทำลายเยื่อบุหลอดเลือดโดยตรง ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นประจำจะส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ความเครียดสะสม ความเครียดส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวแต่รุนแรง
ในอดีตโรคความดันโลหิตสูงมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานและคนอายุน้อยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น สาเหตุหลักมักมาจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยโซเดียมและไขมัน ภาวะความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมไปถึงโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ในบางรายอาจเกิดจากความผิดปกติของไต หรือโรคหลอดเลือดที่มีมาแต่กำเนิด
ความน่ากลัวของโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขความดัน แต่อยู่ที่ความเสียหายของอวัยวะปลายทางที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อหลอดเลือดต้องรับแรงกระแทกที่รุนแรงเป็นระยะเวลานาน ผนังหลอดเลือดจะเริ่มแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น และตีบแคบลง นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต
เมื่อความดันโลหิตสูง หัวใจต้องออกแรงบีบตัวอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือดให้ผ่านหลอดเลือดที่ตีบแคบ ภาระที่หนักอึ้งนี้ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น (ภาวะหัวใจโต) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ ความดันที่สูงยังทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเสื่อมสภาพ เกิดตะกรันไขมันเกาะติดได้ง่าย นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองที่อาจแตกและทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้
ระบบสมอง หลอดเลือดในสมองที่ตีบ แข็ง หรือแตกจากแรงดันเลือดที่สูงเกินไป เป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ ภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอยังส่งผลต่อความจำ ความเข้าใจ และเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมในระยะยาว
ระบบไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียผ่านเส้นเลือดฝอยจำนวนมหาศาล ความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดในไตแคบลงและแข็งตัว ไตจึงไม่สามารถกรองของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง
ดวงตา หลอดเลือดขนาดเล็กในดวงตามีความเปราะบางมาก ความดันโลหิตสูงสามารถทำให้หลอดเลือดในจอประสาทตาหนาตัว แคบลง หรือแตก เลือดออกในตา ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัวหรือรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น
การติดตามค่าความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เพราะค่าความดันมักมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันตามกิจกรรมและสภาวะอารมณ์ การวัดความดันที่บ้านจะช่วยให้แพทย์ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาและปรับขนาดยาได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น
เพื่อให้ได้ตัวเลขที่สะท้อนสภาวะที่แท้จริงของร่างกาย ผู้ทำการวัดควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 นาทีก่อนทำการวัด
ควรเข้าห้องน้ำและปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนวัดความดัน
นั่งพักในท่าที่ผ่อนคลาย พิงพนักเก้าอี้ เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น ไม่ไขว่ห้าง เป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที
พันสายรัดแขน (Cuff) บนต้นแขนที่เปลือยเปล่า ให้ระดับของสายรัดอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
ขณะเครื่องทำงาน ห้ามพูดคุย ขยับตัว หรือเกร็งแขนเด็ดขาด
แนะนำให้ทำการวัดความดันโลหิตวันละ 2 ช่วงเวลา คือ ในช่วงเช้าหลังจากตื่นนอนและเข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว (ก่อนรับประทานยาหรืออาหารเช้า) และอีกครั้งในช่วงค่ำก่อนเข้านอน โดยในแต่ละช่วงเวลาควรวัด 2 ถึง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 1 นาที แล้วนำค่าที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ผู้ป่วยควรจดบันทึกตัวเลขทั้งหมดอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปให้แพทย์ประเมินในวันนัดหมาย
การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรักษา เป้าหมายหลักในการรักษาคือการรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ซึ่งวิธีลดความดันสูงที่ยั่งยืนและให้ผลดีที่สุด คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์
การเลือกรับประทานอาหารมีผลโดยตรงต่อการลดความดันโลหิตสูง ควรเน้นการรับประทานผักและผลไม้สดให้หลากหลาย เนื่องจากเป็นแหล่งของโพแทสเซียมที่ช่วยร่างกายขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลาและเนื้อสัตว์ปีก และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
โซเดียมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ปริมาณน้ำในหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นทำให้แรงดันเลือดพุ่งสูง การลดความดันจึงต้องเริ่มต้นจากการลดปริมาณเกลือและเครื่องปรุงรสในอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสปรุงรสเพิ่มเติมบนโต๊ะอาหาร และควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อตรวจสอบปริมาณโซเดียมที่ซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูป
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สามารถสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นโดยใช้ความพยายามน้อยลง ซึ่งส่งผลให้แรงดันในหลอดเลือดลดลง การออกกำลังกายที่เหมาะสมคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น การเดินเร็ว การว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยาน โดยควรทำให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาทีต่อวัน เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักตัวลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
แม้ว่าการดูแลตัวเองที่บ้านจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด หากการปรับพฤติกรรมไม่สามารถทำให้ความดันลดลงสู่เกณฑ์ปกติได้ แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาลดความดันโลหิตในกลุ่มต่างๆ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดเลือด หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ป่วยห้ามหยุดยา ปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนยาเองโดยพลการแม้ว่าค่าความดันจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม
หากผู้ป่วยวัดความดันโลหิตแล้วพบว่ามีค่าความดันตัวบนสูงกว่า 180 มิลลิเมตรปรอท หรือตัวล่างสูงกว่า 110 มิลลิเมตรปรอท ควรรีบนั่งพักและวัดซ้ำอีกครั้งใน 5 นาที หากค่ายังคงสูงในระดับเดิมและมาพร้อมกับอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจไม่ออก ปวดศีรษะอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หรือตามัว ควรรีบเดินทางไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที เนื่องจากนี่คือสัญญาณของภาวะวิกฤตความดันโลหิตสูงที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะอย่างถาวรหรืออันตรายถึงชีวิตได้
โรคความดันโลหิตสูงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพร้ายแรงมากมาย การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับระดับความดันโลหิตหรือมีอาการที่น่าสงสัย คุณสามารถติดต่อเพื่อเข้ารับการประเมินความเสี่ยงและตรวจสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทันที เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพของคุณให้แข็งแรงในระยะยาว แนะนำให้ทำการนัดหมายกับศูนย์การแพทย์ที่ได้มาตรฐานเพื่อรับคำปรึกษาที่เหมาะสมกับคุณที่สุด