ดื่มแอลกอฮอล์สังสรรค์ช่วงเทศกาล บ่อยระวังเกิดโรคเกี่ยวกับตับ
January 30 / 2026

โรคไขมันพอกตับ

 

หลายคนคิดว่าแค่ดื่มสังสรรค์บ้างตามโอกาส ไม่ได้ดื่มทุกวัน ก็คงไม่ส่งผลอะไรต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้ว “โรคไขมันพอกตับ” เป็นหนึ่งในโรคที่เกิดขึ้นแบบเงียบที่สุด ไม่มีอาการเจ็บปวด ไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน จนกระทั่งตับเริ่มทำงานผิดปกติ และลุกลามไปสู่โรคร้ายแรงมากกว่าที่คิด

โรคไขมันพอกตับ ทำไมคนสายปาร์ตี้ต้องระวัง

โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่มีการสะสมของไขมันในตับมากกว่าปกติ โดยทั่วไปจะเริ่มน่ากังวลเมื่อไขมันมีสัดส่วนประมาณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์ของตับ ไขมันที่สะสมส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งรบกวนการทำงานของตับโดยตรง

สำหรับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ตับต้องทำหน้าที่กำจัดสารพิษจากแอลกอฮอล์ก่อนอย่างอื่น ส่งผลให้กระบวนการเผาผลาญไขมันถูกรบกวน ไขมันจึงถูกสะสมไว้ในตับมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณ ระยะเวลา และความถี่ในการดื่ม รวมถึงปัจจัยด้านเพศและสุขภาพโดยรวม

อาการไขมันพอกตับ ที่มักถูกมองข้าม

หนึ่งในเหตุผลที่โรคไขมันพอกตับอันตราย คือผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หลายคนตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือดหรืออัลตราซาวด์

อาการที่อาจพบได้ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่เชื่อมโยงกับโรคตับ ได้แก่

  • อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • แน่นหรือไม่สบายบริเวณชายโครงขวา

  • น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย โดยเฉพาะรอบเอว

  • ผลตรวจค่าการทำงานของตับผิดปกติ

แม้อาการเหล่านี้จะดูไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้นาน ไขมันพอกตับอาจพัฒนาไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับอื่นๆ ได้

วิธีสังเกตไขมันพอกตับด้วยตัวเอง

แม้ไม่สามารถวินิจฉัยได้เองทั้งหมด แต่คุณสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้จากพฤติกรรมและสัญญาณเหล่านี้

  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือดื่มหนักในช่วงเทศกาล

  • มีภาวะอ้วน โดยเฉพาะค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25

  • เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง

  • รับประทานอาหารพลังงานสูง หวาน มัน เป็นประจำ

หากเข้าข่ายหลายข้อ การตรวจสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ส่งผลต่อตับอย่างไร

เมื่อร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ ตับจะต้องเร่งกำจัดสารพิษเหล่านี้ออกจากกระแสเลือด กระบวนการดังกล่าวทำให้ตับลดความสามารถในการเผาผลาญไขมัน ส่งผลให้ไขมันสะสมในตับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากดื่มเป็นเวลานาน เซลล์ตับจะเกิดการอักเสบและเสื่อมสภาพ

ที่น่ากังวลคือ ผู้ที่เป็นไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ มักไม่มีอาการเตือนจนกว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นในระดับสูงแล้ว

ทำไมช่วงเทศกาลถึงเสี่ยงโรคตับมากกว่าปกติ

ในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว หลายคนมีพฤติกรรมดื่มถี่ขึ้น รับประทานอาหารไขมันสูงมากขึ้น และพักผ่อนน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ตับทำงานหนักกว่าปกติอย่างมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่ความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ไขมันพอกตับ ห้ามกินอะไร และควรเลี่ยงอะไรเป็นพิเศษ

การดูแลตับให้ฟื้นตัว เริ่มต้นได้จากการปรับอาหาร เพราะอาหารคือปัจจัยหลักที่กระตุ้นการสะสมไขมันในตับ

อาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นไขมันพอกตับ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดอย่างจริงจัง ได้แก่

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

  • อาหารทอด อาหารไขมันสูง

  • อาหารแปรรูป ขนมหวาน น้ำตาลสูง

  • เครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง เช่น น้ำอัดลม 

ในขณะเดียวกัน ควรเน้นอาหารไขมันต่ำ กากใยสูง และควบคุมปริมาณพลังงาน เพื่อช่วยลดการสะสมไขมันในตับและฟื้นฟูการทำงานของตับในระยะยาว

ไขมันพอกตับ แนวทางรักษา และการดูแลตับให้ฟื้นตัว

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาโรคไขมันพอกตับได้โดยตรง การรักษาจึงมุ่งเน้นที่การปรับพฤติกรรมและลดปัจจัยเสี่ยงเป็นหลัก

แนวทางสำคัญที่แพทย์แนะนำ ได้แก่

  • ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดยไม่เกินร้อยละ 7 ภายใน 3 เดือน

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที

  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ด้วยการรักษาอย่างต่อเนื่อง

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

  • งดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง

  • ตรวจสุขภาพและติดตามผลการทำงานของตับเป็นประจำ

โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม มีแพ็กเกจตรวจคัดกรองไขมันพอกตับและมะเร็งตับ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้